แหกประเพณี

แหกประเพณี ! 3 แข้งชั้นนำเคยเล่นให้ ลิเวอร์พูล-แมนยู

แหกประเพณี ลิเวอร์พูล กับ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ได้ชื่อว่าเป็นสองสโมสรที่ยิ่งใหญ่ และประสบความสำเร็จมากที่สุดในวงการฟุตบอลอังกฤษ โดย “ปีศาจแดง” คว้าแชมป์ลีกสูงสุดเมืองผู้ดีไปแล้วถึง 20 สมัย ขณะที่ “หงส์แดง” ทำได้เพียงแค่ 18 สมัยเท่านั้น อย่างไรก็ตามพวกเขาเหนือกว่าตรงที่เป็นแชมป์ยูฟ่า แชมเปี้ยนส์ ลีก (ยูโรเปี้ยน คัพ) 5 สมัย ขณะที่คู่อริตลอดการได้เพียงแค่ 3 ครั้งเท่านั้น

 

แม้ในช่วงหลายๆ ปีจะมีสโมสรอื่นๆ ที่เข้ามาสอดแทรกความสำเร็จทั้ง อาร์เซน่อล, เชลซี และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ แต่ไม่มีสโมสรไหนที่จะก้าวขึ้นมายิ่งใหญ่เทียบเท่ากับ ลิเวอร์พูล และ แมนฯ ยูไนเต็ด ในแง่ของวัฒนธรรม และความสำเร็จโดยรวม ฉะนั้นจึงเป็นเรื่องปกติที่ตำนานของทั้งสองทีมลงเล่นให้กับพวกเขาตลอดช่วงหลายทศวรรษที่ผ่านมา

กระนั้น ในฐานะที่เป็นคู่อริร่วมลีก คู่แค้นร่วมชาติร่วมแผ่นดินระหว่างทั้งสองสโมสร จึงเป็นเหตุผลที่ว่าแทบจะไม่เคยได้ยินชื่อของนักเตะ “เดอะ เร้ดส์” เล่นให้ แมนฯ ยูฯ เช่นเดียวกันที่แข้ง “ปีศาจแดง” โลดแล่นสีเสื้อลิเวอร์พูล แต่ก็ยังมีนักเตะบางคนที่แหกประเพณีที่มีโอกาสได้ค้าแข้งให้กับ 2 ยอดทีมนี้

1. ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์
ปีเตอร์ เบียร์ดสลี่ย์  ทำผลงานได้อย่างโดดเด่นในฐานะมิดฟิลด์ตัวรุก ซึ่งสามารถขับไปเล่นกองหน้าก็ได้ โดยเขาผ่านการเล่นให้กับสโมสรชั้นนำอย่าง นิวคาสเซิ่ล ยูไนเต็ด, ลิเวอร์พูล และ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ! มาแล้วในช่วงชีวิตที่โลดแล่นอยู่บนสังเวียนหญ้าลูกหนัง ที่สำคัญยังเป็นขาประจำทีมชาติอังกฟษ มานานเกือบทศวรรษ และผ่านการลุยฟุตบอลโลกมาแล้วด้วย

ตำนานดาวเตะเจ้าของฉายา “หลอเล็ก” เคยมีโอกาสได้ย้ายไปเล่นให้ แมนเชสเตอร์ ยูไนเต็ด ตอนอายุ 21 ปีเมื่อปี 1982 แต่ในเวลานั้นเขาอยู่ในถิ่นโอลด์ แทร็ฟฟอร์ด ได้ไม่นาน และได้โชว์เพลงแข้งแค่เกมเดียวเท่านั้นในศึกลีก คัพ และย้ายไปเล่นกับ “สาลิกาดง” ในปี 1983

อย่างไรก็ตาม ความเป็นยอดนักเตะของเขาค่อยๆ ฉายแสงออกมาตอนที่เล่นให้ นิวคาสเซิ่ล และใช้เวลา 4 ฤดูกาลกับพวกเขา ก่อนจะย้ายไปเล่นกับ ลิเวอร์พูล ในปี 1987 และเขาได้สวมชุด

“หงส์แดง” ยาวนานจนถึงปี 1991 พร้อมกับตะบันตาข่ายไป 61 ประตูจาก 175 เกม และคว้าแชมป์ลีก 2 สมัย

หลังจากนั้นก็ย้ายไปเล่นให้ เอฟเวอร์ตัน, นิวคาสเซิ่ล (รอบ 2) และ แมนเชสเตอร์ ซิตี้ ก่อนสุดท้ายจะแพ้สังขารตัวเองประกาศแขวนสตั๊ดในปี 1999 เบียร์ดสลี่ย์ เป็นหนึ่งในนักเตะเลือดผู้ดีที่เต็มไปด้วยทักษะในยุคของเขา และเป็นจอมผ่านบอลกับแข้งจอมลากเลื้อย เขาสามารถเล่นเป็นหน้าต่ำก็ได้ ที่สำคัญ เบียร์ดสลี่ย์ เป็นคนแรกที่เล่นให้กับ “หงส์แดง” และ “ผีแดง”

แหกประเพณี

2. พอล อินซ์    
พอล อินซ์ เป็นอีกหนึ่งแข้งทีมชาติอังกฤษได้ได้วาดลวดเล่นให้กับสองสโมสรที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเมืองผู้ดี โดยเขาเซ็นสัญญามาเล่นใน “ปีศาจแดง” เมื่อปี 1989 และพัฒนาฝีเท้าเป็นยอดแข้งภายใต้การกุมบังเหียนของเซอร์อเล็กซ์ เฟอร์กูสัน โดย “อินซี่”เล่นได้ทั้งมิดฟิลด์ตัวรับ และกองกลางสไตล์บ็อกซ์ ทู บ็อกซ์ เขามีสภาพร่างกายที่แข็งแกร่ง และมีอัตราความทุ่มเทที่สุดยอดมากๆ

แข้งเลือดผู้ดี เป็นส่วนหนึ่งในการนำความสำเร็จสู่โรงละครแห่งความฝันด้วยการคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก ในฤดูกาล  1992-93 และ 1993-94 อย่างไรก็ตามการย้ายมาของ รอย คีน ในปี 1993 ทำให้ อินซ์ ต้องเสียตำแหน่งตัวจริงของเขาไปโดยปริยาย

ด้วยการที่ “เร้ด เดวิลส์” มี 4 กองกลางขั้นเทพทั้ง คีน, พอล สโคลส์, ไรอัน กิ๊กซ์ และ เดวิด เบ็คแฮม ทำให้ อินซ์ จำเป็นต้องระเห็จไปเล่นกับ “งูใหญ่” อินเตอร์ มิลาน ในปี 1995 โดยเขาซัดประตูไปเบาะๆ 29 ลูกจากการลงสนามให้ แมนฯ ยูไนเต็ด 281 เกม

หลังจากนั้น อินซ์ ย้ายจากอินเตอร์ เข้าสู่รั้วแอนฟิลด์ ในปี 1997 และลงเล่นเป็นเวลา 2 ฤดูกาล อย่างไรก็ตาม เขาไม่เคยได้แชมป์อะไรเลยกับ “เดอะ เร้ดส์” และยิงได้แค่ 17 ประตูจากการเล่น 81 แมตช์

ให้กับลิเวอร์พูล ที่สำคัญในเวลานั้น “หงส์แดง” มีนักเตะชั้นยอดทั้ง ร็อบบี้ ฟาวเลอร์, สตีฟ แม็คมานามาน และ เจมี่ เร้ดแน็ปป์ แต่นักเตะเหล่านี้ก็ไม่สามารถเปลี่ยนพรสวรรค์ของพวกเขาเป็นเป็นแชมป์ลีกได้แม้แต่ครั้งเดียว

 

3. ไมเคิ่ล โอเว่น
โอเว่น สร้างชื่อดังกระฉ่อนในช่วงฟุตบอลโลก 1998 แต่จริๆ แล้วเขาก้าวเป็นนักเตะชั้นนำของ ลิเวอร์พูล ตั้งแต่ตอนอายุ 16 ปีด้วยการเล่นตัวจริงในทีมชุดใหญ่ “หงส์แดง” เมื่อปี 1996 โดย โอเว่น เล่นให้ ลิเวอร์พูล  8 ฤดูกาล และเป็นหนึ่งในกองหน้าที่ดีที่สุดในโลกในยุคของเขา

อดีตหัวหอกเจ้าของฉายา “เบบี้ โกล” คว้ารางวัลบัลลงดอร์ในปี 2001 และเป็นหนึ่งในแข้งที่นำ ลิเวอร์พูล คว้า (มิกกี้เมาส์) ทริปเบิ้ลแชมป์ ด้วยการซิวโทรฟี่ เอฟเอ คัพ, ยูฟ่า คัพ (ยูฟ่า ยูโรปา ลีก) และ ลีก คัพ (คาราบาว คัพ) ในฤดูกาล 2000-01

โอเว่นมีพรสวรรค์ในการกระชากลากเลื้อย และเต็มไปด้วยความรวดเร็วในการเลี้ยงบอล เขายังมีจังหวะการเล่นลูกกลางอากาศได้ดีด้วย โดยสมัยที่ยังไล่ล่าตาข่ายในนามนักเตะลิเวอร์พูล เจ้าตัวส่งบอลไปซุกประตูคู่แข่งแค่เบาๆ สบายๆ จำนวน 158 ประตูจาก 297 เกม

ดาวยิงเลือดผู้ดี ย้ายไปเล่นกับ แมนฯ ยูไนเต็ด ในปี 2009 และใช้เวลาอยู่ใน “เธียเตอร์ ออฟ ดรีม” เป็นเวลา 3 ฤดูกาล แต่ส่วนใหญ่แล้วมักจะเป็นนักเตะสำรอง เนื่องจากในเวลานั้น “ผีแดง” มีหัวหอกอย่าง เวย์น รูนี่ย์, ดิมิทาร์ เบอร์บาตอฟ และ โรบิน ฟาน เพอร์ซี่ อย่างไรก็ตาม โอเว่น ยังยิงประตูได้ถึง 17 ลูกจาก 52 แมตช์ และคว้าแชมป์พรีเมียร์ลีก 1 สมัยในฤดูกาล 2010-11

ผูให้การสนันสนุน www.hill888.com
ขอขอบคุณ www.siamsport.co.th